Incomplent’s Blog

Just another WordPress.com weblog

วิธีเมคอัพให้ดูสวย

ใครที่อยากเมคอัพให้ดูสวย วันนี้มีวิธีเมคอัพมาฝากกัน….

make-up แต่งหน้า1. หากต้องการใบหน้าที่ดูกระจ่างใส เลือกสีแป้งตลับสว่างกว่าสีของรองพื้นหนึ่งเบอร์

2. แต่ถ้าต้องการใบหน้าที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติ เลือกสีของแป้งตลับให้ใกล้เคียงกับรองพื้น

3. ดัดขนตาก่อนปัดมาสคาร่า

4. ต้องการให้อายแชโดว์ติดทนนาน รองพื้นด้วยลิปมันก่อนทาอายแชโดว์

5. เพื่อป้องกันไม่ให้อายแชโดว์เลอะใต้ขอบตา ทาแป้งเด็กไว้ใต้ตาก่อนทาอายแชโดว์

6. ทาลิปสติกทุกครั้งอย่าทาจากตัวแท่ง ควรทาจากพู่กัน เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกลงไปสะสมในเนื้อลิป

7. เขียนขอบปากทุกครั้งก่อนทาลิปสติก

ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้นะจ๊ะ


ที่มา : sanook.com

มีนาคม 26, 2009 Posted by | สุขภาพ | , , , | ให้ความเห็น

การดูแลผิวหน้าในแต่ละวัย

ย่อมแตกต่างกันตามสภาพผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ ยังเป็นสาวหน้าใส ผิวพรรณ เต่งตึง การทาแค่ครีมกันแดด และล้างหน้าด้วยเคลนเซอร์สูตรอ่อนโยนก็อาจจะเพียงพอ แต่เมื่อวัยมากขึ้นรอยตีนกาเริ่มมาเยือน ผิวหน้าที่เคยเนียนใส กลับดูแห้งหรือหยาบมากขึ้น การเลือกผลิตภัณฑ์และการดูแลผิวอาจจะดูยุ่งยาก และต้องใส่ใจกันมากขึ้น เพราะปัญหาของผิวจะเริ่มปรากฎมากขึ้นนั่นเอง

วัย15-20
การดูแล : วัย รุ่นกับสิวเป็นของคู่กันเสมอ สิวในช่วงนี้มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ และมีตัวก่อกวนอื่น ๆ ร่วมด้วยเช่น การแคะ แกะ หรือบีบสิว รวมทั้งความเครียดและอดนอนจริง ๆ แล้ว สิวที่เกิดขึ้นมักหายไปเองตามธรรมชาติ ถ้าเราไม่ไปกดสิว ปัญหารอยดำ และการอักเสบก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากไม่หาย ก็ปรึกษาคุณหมอเถอะค่ะ การ ดูแลผิวในวัยสาวน้อย ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ วันละ 2 ครั้งก็พอ และหลีกเลี่ยงเคลนเซอร์หรือโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะค่อนข้างแรงกับผิวอาจทำให้ผิวใส ๆ ดูกร้านก่อนวัยได้

วัย 20 ปีขึ้นไป
การดูแล : ปัญหา เรื่องสิว จะลดน้อยลง ยกเว้นในคนที่ผิวมัน ที่อาจมีเม็ดสิวเป้ง ๆ ให้รำคาญใจได้ หรือคนที่มีฮอร์โมนเพศสูง ก็อาจมีสิวโผล่อยู่เรื่อย ๆ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่เคยใช้ ในช่วงสาววัย 16 ได้ดี บางครั้งอาจจะไม่เหมาะกับสาววัยนี้ก็เป็นได้ เนื่องจากผิวหน้าที่เคยอ่อนใส อาจดูหมองคล้ำ หรือแห้งกร้านได้ตามวัยที่มากขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของ AHA จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตาย และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวหน้าสดใส เปล่งปลั่งมากขึ้นและไม่ลืมทาครีมป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกจากบ้าน เพราะแสงแดด จะทำให้ริ้วรอยมาเยือนผิวได้เร็วขึ้น ป้องกันไว้ดีกว่าแก้แน่นอนค่ะ นอกจากนี้การใช้ AHA จะทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ครีมกันแดดทุกวัน และหากเลี่ยงแดดแรง ๆ ได้ก็ควรทำค่ะ หรือจะเลือกการขัดผิวด้วยครีมขัดผิว ซึ่งผลิตมาเพื่อใช้กับผิวหน้าที่บอบบางก็สะดวกดีค่ะ วิธี ขัดผิวที่ถูกต้อง ควรทำหลังจากทำความสะอาดหน้าแล้ว แต้มเจลหรือครีมขัดผิว ลงบนผิวหน้า 5 จุดคือ บริเวณ หน้าผาก แก้มทั้งสองข้างจมูก และคาง เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ แล้วใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง ซึ่งมีแรงกด ค่อนข้างเบา นวดเป็นวงกลมไปในทิศเดียวกัน จะช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอก ทำให้ผิวหน้านวลผ่อง สดใสขึ้น ทำสัปดาห์ละครั้งก็พอค่ะ หลังจาก ขัดผิวแล้วอย่าลืมทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ทุกครั้ง ซึ่งการขัดผิวจะช่วยให้ครีมบำรุงผิวซึมสู่ผิวได้ล้ำลึกขึ้น

วัย 30 ปีขึ้นไป
การดูแล : ผิว หน้าของสาววัยนี้ จะมีปัญหาของริ้วรอยใต้ตา โดยเฉพาะเวลาที่คุณยิ้ม รอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนหน้าผาก จะเริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ผิวพรรณที่เคยเปล่งปลั่ง สดใสก่อนหน้านี้ ก็จะเริ่มขาดความยืดหยุ่น ผิวหน้าจะดูหยาบกร้านขึ้น รูขุมขนโตขึ้น การ ดูแลผิวจึงต้องครบเครื่องมากขึ้น ทั้งการขัดผิว และมาสค์หน้า จะช่วยขจัดการหลุดลอกของผิวชั้นนอก และช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตกค้างจากรูขุมขนส่วนลึกได้ดี ทำให้หน้าสะอาด กระชับและสดใสขึ้น และสำหรับผิวหน้าที่ เริ่มมีริ้วรอยควรเลือกมาส์ค ที่มีสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หลังการพอกหน้าและล้างสะอาดแล้ว จะทำให้หน้าผ่อง เนียนนุ่ม และมีความยืดหยุ่นอย่างเห็นได้ชัด ส่วน การเลือกครีมบำรุงผิวของสาววัยนี้ ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าจะเริ่มแห้งมากขึ้น น้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าตามธรรมชาติ ผลิตน้อยลง และควรเลือกชนิดเนื้อเบา เพื่อไม่ให้ไปอุดตันรูขุมขน

นอกจากนี้ การใช้อายเจลหรืออายครีม ก็จะช่วยทำให้ผิวรอบดวงตา ชุ่มชื้นและสดใสขึ้น ส่วนครีมกันแดด ก็จำเป็นต้องใช้เป็นประจำทุกวัน

มาสก์ พอกหน้าแบบประหยัดมาสค์พอกหน้าจากโยเกิร์ตล้างหน้าให้สะอาด ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู แล้วใช้มือแตะโยเกิร์ต(ให้ใช้ชนิดที่ไม่ผสมเนื้อผลไม้) มาพอกให้ทั่วผิวหน้า เว้นรอบปากและดวงตา นวดและคลีงเบาๆ พอกไว้ประมาณ 20 นาที จึงล้างออก หมั่นทำสัปดาห์ละ3 ครั้ง ผิวจะเปล่งปลั่งสดใส

มาสค์ พอกหน้าจากมะละกอนำมะละกอมาปั่นให้ละเอียด นำพอกให้ทั่วผิวหน้า ในมะละกอจะมีเอนไซม์ที่ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หมดได้ จึงทำให้ผิวหน้า สดใส เปล่งปลั่ง

ที่มา : sanook.com

มีนาคม 26, 2009 Posted by | สุขภาพ | , , , , , | ให้ความเห็น

เลือกรองเท้าอย่างไร ไม่ทำร้ายตัวเอง

รองเท้าคู่โปรดอาจทำเราตกม้าตายตอนจบ ก็ดู๊ดู…ไปกันไม่ได้กับชุดไหนๆเอาซะเลย วันนี้เรามีทริคการเลือกรองเท้าให้คุณพร้อมทุกสถานการณ์ รวมถึงการดูแลเท้าให้สาวๆ อย่างเราอวดผิวเท้าได้ไม่อายใคร และเคล็ดลับการรักษารองเท้าคู่สวยให้ยืดอายุการใช้งานได้อีกนานมาบอกกัน

FYI: เคล็ดลับการเลือกรองเท้า

1. รองเท้าแต่ละแบรนด์ แต่ละรุ่นแม้จะเบอร์เดียวกันแต่ขนาดไม่เท่ากัน เวลาเลือกต้องลองใส่ก่อนทุกครั้ง
2. คนเราเท้าสองข้าง จะไม่เท่ากัน เวลาเลือกรองเท้าเราควรเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดีกับเท้าข้างที่ใหญ่กว่า
3. ต้องวัดขนาดของเท้าเป็นประจำเนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นเท้าก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น
4. อย่าซื้อรองเท้าที่คับเกินไปโดยหวังว่ามันจะขยาย

รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า
รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า
รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า
รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า
รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า
รองเท้าแฟชั่น เคล็ดลับการเลือกรองเท้า

ที่มา : sanook.com

มีนาคม 26, 2009 Posted by | สุขภาพ | , , , | ให้ความเห็น

บัวบก แก้ปวดหัวจากความดันโลหิต

อาการปวดหัวที่เกิดจากความดันโลหิตสูงมีคนเป็นกันเยอะ เป็นแล้วจะปวดทรมานมาก ปวดจนหูตาลายไปหมด ทำงานทำการอะไรไม่ได้เลย ต้องกินยาระงับปวดที่แพทย์ผู้รักษาจ่ายให้อาการจึงจะทุเลาลงและหายได้ ในอดีตหรือสมัยโบราณหยูกยาหายาก โดยเฉพาะ ตามชนบทที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง ผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวจะเดินทางไปพบหมอตามสุขศาลา หรือแพทย์โรงพยาบาลในเมืองลำบากมาก ต้องใช้เวลานานครึ่งค่อนวันไม่ทันการณ์กับโรคที่เป็นอยู่ ดังนั้น สมุนไพรจึงเป็นทางเลือกที่ชาวบ้านในยุคนั้นนิยมใช้แพร่หลาย โดยให้หมอยาพื้นบ้านเจียดยาไปกินหรือใช้ทำให้หายได้ ซึ่งสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการปวดหัวเนื่องมาจากสาเหตุของความดันโลหิตสูงมี หลายสูตร แต่ที่นิยมใช้กันมากเพราะได้ผลดี มีส่วนประกอบในการทำยาหาได้ง่าย ได้แก่ สูตร “บัวบก” นั่นเอง

ปวดหัว, ความดันโลหิต, สมุนไพร, บัวบกโดย มี วิธีทำ คือ ให้เอา “บัวบก” ทั้งต้นรวมรากแบบสดๆ จำนวน 100 กรัม ล้างน้ำให้สะอาด ตำละเอียดคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำมะนาวครึ่งลูก เติมน้ำตาลพอให้ได้รสหวานดื่มรวดเดียวจนหมด ในขณะที่มีอาการปวดหัวที่เกิดจากสาเหตุความดันโลหิตสูง จะช่วยให้อาการดีขึ้นและหายได้ ซึ่งสูตรดังกล่าวใช้กับอาการปวดหัวจากสาเหตุอื่นไม่ได้

บัวบก หรือ ASIATIC PENNYWORT�TIGER HERBAL CENTELLE ASIATICA (LINN) URBAN อยู่ในวงศ์ UMBELLIFERAE เป็น ไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีสรรพคุณเฉพาะคือ น้ำต้มใบสดดื่มรักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ ลดไข้ ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยใช้ ใบสด 1 กำมือ ล้างน้ำให้ สะอาดตำละเอียดคั้นเอาน้ำทาบริเวณแผลบ่อยๆ ใช้กากพอกด้วยก็ได้ แผลจะสนิทและเกิดแผลเป็นชนิดนูนน้อยลง

สาร ที่ออกฤทธิ์คือ กรด MADECASSIC กรด ASIATICOSIDE ซึ่งช่วยสมานแผลและเร่งการสร้างเนื้อเยื่อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองและลดการอักเสบ ซึ่ง มีรายงานการค้นพบฤทธิ์ฆ่าเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคกลาก ปัจจุบันมีการพัฒนายาเตรียมชนิดครีม ใช้ทารักษาแผลอักเสบจากการผ่าตัดได้ดีด้วย นอกจากชื่อ “บัวบก” แล้ว ยังมีชื่อเรียกอีกคือ ผักแว่น และ ผักหนอก (อีสาน)

ประโยชน์ทางอาหาร ใบ และเถากินเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย แกงเผ็ด ลาบ ก้อย ซุบหน่อไม้ น้ำคั้นจากใบสดทำเป็นเครื่องดื่ม ที่รู้จักกันดีและนิยมดื่มกันแพร่หลาย ได้แก่ “น้ำใบบัวบก” เชื่อกันว่าดื่มแล้วแก้ช้ำในดีนัก

ส่วนใหญ่ผู้ขายชอบทำขายในช่วงฤดูร้อน ตักใส่แก้วขายดื่มแก้กระหายทำให้จิตใจชุ่มชื่นดีมากครับ.

ที่มา : sanook.com

มีนาคม 26, 2009 Posted by | สุขภาพ | , , , | ให้ความเห็น

กินหวานอย่างไรไม่อันตราย

สารให้ความหวานที่ให้พลังงาน
สารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน หรือสารทดแทนความหวานที่เรียกว่า น้ำตาลเทียม
น้ำตาลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นสารให้ความหวานที่ให้พลังงานต่ำ

หวาน, ความหวาน, รสหวาน, น้ำตาล, ความรู้, โภชนาการ, เบาหวานคนไทยกินน้ำตาลได้แค่ไหน

น้ำตาลจัดเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ไม่มีเส้นใยอาหาร น้ำตาล 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ข้อแนะนำในการรับประทานน้ำตาล คือ จำกัดไว้ที่ 5-10% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดในหนึ่งวัน ซึ่งตามหลักโภชนาการแนะนำให้กินน้ำตาลในปริมาณน้อยเช่นเดียวกับไขมันและ เกลือ สำหรับคนไทยกองโภชนาการแนะนำว่าไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

คนส่วนใหญ่เมื่อรับประทานน้ำตาล ไม่ว่าจะในรูปเครื่องปรุงหรือขนมหวานมักลืมว่าน้ำตาลให้พลังงานเช่นเดียวกับ ข้าวและแป้ง จึงถือเป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายจะได้รับ น้ำตาลเพียง 1 ช้อนโต๊ะให้พลังงานถึง 48 กิโลแคลอรีซึ่งเท่ากับข้าวประมาณ ½ ทัพพี อีกทั้งยังไม่มีวิตามิน เกลือแร่ กากใยอาหารที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไปจึงทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา เช่น ฟันผุ ไขมันในเลือดสูง อ้วนง่าย

สารให้ความหวานที่ให้พลังงานชนิดอื่นนอกเหนือจากน้ำตาลทรายและฟรุคโตส ได้แก่ น้ำเชื่อมจากข้าวโพด น้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้เข้มข้น น้ำผึ้ง กากน้ำตาล (molasses) เด็กซ์โทรส (dextrose) และ มอลโตส (maltose) มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดเช่นเดียวกับน้ำตาลทรายและฟรุคโตส นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลแอลกอฮอล์ซึ่งมีผลต่อระดับน้ำตาลน้อยกว่าน้ำตาลทรายและ คาร์โบไฮเดรตอื่นๆ แต่ถ้ากินมากจะรู้สึกไม่สบายท้องหรือท้องเสีย

8 วิธีลดน้ำตาล ลดโรค

1. หยุดเติมน้ำตาล เป็นวิธีง่ายที่สุดและเห็นผลในการลดน้ำหนักและพลังงาน แต่การหยุดกินน้ำตาลทันทีอาจทำได้ยาก จึงควรลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อย เช่น ลดปริมาณน้ำตาลในชา กาแฟและนมที่ดื่มอยู่ หรืออาจใช้น้ำตาลเทียมซึ่งให้แคลอรีน้อยแทนน้ำตาล เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ขนมจุบจิบ ลูกอม ช็อคโกแลต เป็นต้น

2. อย่าหลงคารมคำโฆษณาว่าเป็น “น้ำตาลสุขภาพ” เช่น น้ำตาลทรายแดง เพราะไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลชนิดใดก็ล้วนให้พลังงานเท่ากัน

3. รับประทานผลไม้แทนขนมหวาน เพราะผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุ และมีเส้นใยอาหารที่ช่วยลดหรือชะลอการดูดซึมน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตซึ่งเป็น สาเหตุของโรคอ้วน แต่ควรจำกัดปริมาณเพียงวันละ 2 อุ้งมือ เพราะในผลไม้ก็มีน้ำตาลอยู่ด้วย และเลี่ยงดื่มน้ำผลไม้ เพราะจะได้รับน้ำตาลมากเกินความต้องการ

4. ลดหรือกำจัดคาร์โบไฮเดรตแปรรูป จำพวกขนมปังและเบเกอรี่ เส้นพาสต้าและของขบเคี้ยว เพราะส่วนใหญ่ทำมาจากแป้งซึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลในเลือดได้เร็วพอๆ กับการกินกลูโคส นอกจากนี้คาร์โบไฮเดรตที่เหลือใช้จะถูกเก็บสะสมเป็นไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายเก็บเป็นเสบียง

5. ระวังของว่างไร้ไขมัน จากความเชื่อผิดๆที่ว่า ถ้าอาหารไร้ไขมันจะไม่ทำให้อ้วน ความจริงอาหารไร้ไขมันยังมีน้ำตาลและปริมาณแคลอรีสูง

6. อ่านฉลากอาหารเพื่อค้นหาน้ำตาลและไขมันไม่ดี สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือต้องการควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละ วัน แต่ยังติดใจในรสหวานชนิดเลิกไม่ได้ อาจใช้สารให้ความหวานชนิดที่ให้พลังงานต่ำ ในอาหารสำเร็จรูปหรือเครื่องดื่มที่มีสารให้ความหวานดังกล่าวมักระบุไว้บน ฉลากว่า”ปราศจากน้ำตาล” หรือ “sugar free”

7. ระวังการใช้สารให้ความหวานเทียมหรือสารทดแทนความหวานมากเกินควร เพราะอาจทำให้ร่างกายมีความอยากน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น

8. คำนวณปริมาณน้ำตาล โดยอ่านข้อมูลโภชนาการที่แสดงปริมาณน้ำตาลทั้งหมดเป็นกรัมแล้วหารด้วยสี่ จะเท่ากับจำนวนช้อนชาของน้ำตาลที่กินเข้าไป

แม้รสหวานจะช่วยเพิ่มความกลมกล่อมให้กับอาหาร แต่ถ้าบริโภคในปริมาณมากจะทำให้เกิดโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เป็นของแถมตามมาได้

ที่มา : sanook.com

มีนาคม 26, 2009 Posted by | สุขภาพ | , , , , | ให้ความเห็น

   

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.