เพิ่มพลังสมอง
อยาก มีหุ่นหล่อล่ำไม่ยากเลย เข้าฟิตเน็ตยกเวทเป็นประจำ สมองก็เช่นกัน ถ้าอยากให้ความคิดแล่นปรู๊ดปร๊าดก็ต้องออกกำลังสมองเหมือนกัน เสริมอาหารกรุ่นพลังสมองซ้ำเข้าไป ได้ผลทันตา กานต์ดา บุญเถื่อน ขอรับประกัน
ผศ.ดร.สุภาพร มัชฌิมะปุระ หน่วยงานวิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความเห็นว่า สมองคนเราก็ไม่ต่างจากอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น ประสิทธิภาพของสมองเริ่มเสื่อมถอย โรคก็อาจมาเยือนได้ทุกเวลา ยิ่งย่างเข้าสู่วัยชรา อาการหลงลืม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน สารพัดจะถามหา
การ ออกกำลังกายเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถชะลอการเสื่อมตัวของสมองได้ แต่ก่อนที่จะถามว่าวิธีการไหนจึงจะดี อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่าการออกกำลังกายทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพื่อเลือกวิธีการออกอย่างเหมาะสมกับร่างกายต่อไป
“ประโยชน์ ที่ได้จากการออกกำลังกายคือ สมอง เพราะการออกกำลังกายเป็นการเติมออกซิเจนในเลือดอย่างหนึ่ง โดยอัตราการหายใจที่ถี่ขึ้นระหว่างทำออกกำลังจะไปกระตุ้นหัวใจให้เกิดการสูบ ฉีดเลือด และส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างคล่องตัว จากนั้นกล้ามเนื้อกับอวัยวะอื่นก็จะแข็งแรงกระชับตัวตามมานั่นเอง” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
การ ออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อทุกเพศทุกวัยอย่างเช่น ในวัยเด็กจะมีผลในการช่วยกระตุ้นความจำ การตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว พัฒนากระบวนการคิด กระบวนการประเมินผลต่อสิ่งแวดล้อม มีอารมณ์ยิ้มแย้มแจ่มใส ขณะที่ผู้สูงอายุการออกกำลังกายจะมีส่วนในการช่วยชะลอการตายของเซลล์สมองและ อวัยวะของร่างกายซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อวัยเปลี่ยนแปลง
ใน วัยหนุ่มสาว ผู้ที่ออกกำลังกายนอกจากจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายเป็นไปได้ดี แล้ว สมองยังเบิกบานแจ่มใส อวัยวะทุกส่วนมีความคล่องตัว มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมทุกอย่างได้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเครียด หรือภาวะที่ต้องถูกกดดัน
ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวอีกว่า การที่ร่างกายสามารถต่อสู้กับความเครียดได้ เพราะระหว่างออกกำลังกาย ต่อมใต้สมองจะสร้างสารเอ็นโดรฟินออกมาเป็นภูมิคุ้มกันสู้กับภาวะเครียด ทำให้สามารถทำงานภายใต้ภาวะแรงกดดันได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกาย
วิธีการออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์ต่อสมอง ผศ.ดร.สุภาพร แนะว่า ควรเลือกวิธีการที่หลากหลายไม่ควรยึดติดว่าถนัดเต้นก็จะเต้นเพียงอย่างเดียว วิ่งก็จะวิ่งเพียงอย่างเดียว เพราะการออกกำลังกายที่เน้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อปฏิบัติไปนานๆ จะกลายเป็นว่าร่างกายถนัดจำ และทำด้วยความเคยชิน ไม่ได้ใช้สมองในการสั่งการให้ร่างกายทำตามความคิดเลย สุดท้ายสมองก็จะเกิดการเสื่อมถอยอยู่ดี
นอกจากออกกำลัง กายแล้วยังควรเลือกเวลาที่เหมาะสม ไม่ทำในช่วงที่ร่างกายเหนื่อยเกินไป เช่น ระยะเริ่มแรกอาจเริ่มจาก 10 นาทีต่อครั้งทำต่อเนื่องประมาณ 3 ครั้งต่อวัน เมื่ออยู่ตัวแล้วอาจเพิ่มเป็น 15-30 นาทีต่อครั้งและต่อเนื่อง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายและสมองมีการทำงานที่หลากหลาย
กิจกรรม ที่จะนำมาใช้ในการออกกำลังกายเพิ่มพลังให้สมองสามารถทำได้ทุกอย่างตามความ ถนัดของแต่ละคน อาทิ เต้นรำ ว่ายน้ำ ยูโด แบดมินตัน ขี่จักรยาน วิ่ง เดินเร็ว เต้นแอโรบิก โยคะ ไทเก๊ก หรือแม้แต่การเล่นหมากรุก โซดูกุที่กำลังฮิตอยู่ทุกวันนี้ก็ถือเป็นการบริหารสมองได้เช่นกันแต่อาจไม่ ได้ประโยชน์ในส่วนของกล้ามเนื้อโดยตรง
“สิ่งที่สำคัญไม่ แพ้กิจกรรมคือสถานที่ ที่จะใช้ประกอบกิจกรรม หากทำได้ควรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน เพื่อสร้างบรรยากาศให้ร่างกายเกิดการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ รวมทั้งการมีสังคมที่หลากหลายไปด้วย” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวและว่า สิ่งที่ควรตระหนักที่สุดคือ ต้องทำให้พอดี ไม่หักโหมหรือเลือกปฏิบัติด้วยวิธีการที่ยากเกินกำลัง จนเกิดการเจ็บป่วยตามมาภายหลัง
กลิ่นบำบัดคลายเครียด
นอกจากการบริหารสมองด้วยการเคลื่อนไหว รศ.ดร.เจียมจิต แสงสุวรรณ คณะ พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มองว่า การใช้กลิ่น หรือ อโรมาเธอราปี ก็สามารถบำบัดให้สมองมีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นได้เช่นกัน โดยผู้ใช้ต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของกลิ่นก่อนที่จะนำมาใช้ให้ตรงกับวัตถุ ประสงค์และโอกาสเสียก่อน
การใช้กลิ่นบำบัดมีมานานกว่า 6,000 ปีในสมัยกรีกโรมัน เริ่มจากการใช้ในรูปของน้ำมันหอมระเหยในพิธีกรรมด้านศาสนาและความเชื่อและ การทำมัมมี่ แต่มาปัจจุบันนี้เริ่มมีการนำมาใช้เป็นแนวทางการรักษาอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะด้วยการประคบ การอาบหรือแช่ การสูดดมโดยตรง หรือสูดดมเพียงไอระเหย และการนวดเพื่อผ่อนคลาย
“การเลือกกลิ่นน้ำมันหอมระเหยต้อง อาศัยศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกลิ่นที่เลือกจะให้ผลบำบัดได้ผลหรือไม่ อยู่ที่ความลงตัวของกลิ่นและการนำไปใช้งาน โดยอาศัยการอ้างอิงจากผลการวิจัยที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหลัก” นักวิจัย กล่าว
ตัวอย่าง เช่น หากต้องการกระตุ้นด้านความจำจะต้องเลือกใช้กลิ่นลาเวนเดอร์และกลิ่นกุหลาบ หากต้องการความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าหรือระงับการเจ็บปวดบางชนิดอาจต้อง เลือกกลิ่นเปเปอร์มินต์ หรือหากคลินิกไหนต้องการให้ผู้ป่วยมีความอดทนรอหมอเป็นเวลานานโดยที่ไม่นั่ง บ่นอาจต้องใช้กลิ่นส้มเข้ามาช่วย เป็นต้น
นักวิจัยในสหรัฐเคยทดลอง ใช้กลิ่นลาเวนเดอร์กับการบำบัดจิตใจ ลดความเครียด ความวิตกกังวล ความซึมเศร้า ทำให้มีความรู้สึกหรือมีสภาวะทางอารมณ์ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไม่มีทางเลือกในการรักษาหรือมีทางเลือกที่จำกัด เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น
นอกจากนี้ หากนำกลิ่นส้มและกลิ่นลาเวนเดอร์มาใช้ร่วมคลอเคล้าเสียงเพลง จะช่วยให้ผู้ป่วยที่มารอรับการรักษาในคลินิกทันตกรรมมีอารมณ์ที่ดีขึ้น ช่วยลดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นได้ด้วย
นักวิจัยสหรัฐเช่นกัน ทดลองใช้กลิ่นลาเวนเดอร์ในนักศึกษาชายที่ให้ทำงานบนจอคอมพิวเตอร์ 60 นาทีหยุดพัก 30 นาที และทำซ้ำตลอดวันเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ให้กลิ่น พบว่ากลุ่มที่ไม่ให้กลิ่นจะมีสมาธิการทำงานต่ำสุดส่วนใหญ่จะง่วงซึม ส่วนกลุ่มที่ได้รับกลิ่นลาเวนเดอร์ในช่วงหยุดพักจะมีสมาธิการทำงานสูงกว่า
นอก จากนี้ยังมีการศึกษาอโรมาเธอราปีโดยการนำไปนวดในผู้ป่วยจิตเวช ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ที่มีประวัติทำร้ายตนเองพบว่าผู้ป่วยมีการตอบสนองเชิงบวก และสามารถบรรเทาความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในใจ พร้อมกับเกิดความรู้สึกผ่อนคลายได้ด้วย
จากการทดลองใช้กลิ่นลาเวน เดอร์ในการลดอาการกระวนกระวายของผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม โดยการฉีดพ่นละอองลาเวนเดอร์ในหอผู้ป่วย พบว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ร้อยละ 33 มีอาการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่ถึงกับดีขึ้น โดยการศึกษาในผู้ป่วยจิตเวชเด็กและวัยรุ่นที่มีปัญหา พบว่าช่วยลดความซึมเศร้า ความวิตกกังวลลดลงได้จริง
“ใน ประเทศไทยอโรมาเธอราปี มีการนำมาใช้ในธุรกิจสปาเพื่อความผ่อนคลายเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่มีการนำมาใช้ในการรักษา แต่คาดว่าจะมีในอีกไม่ช้า เพราะมีผลงานวิจัยจากทั่วโลก ทั้งอเมริกา อังกฤษยืนยันหลายกรณีศึกษาแล้วว่ามีผลต่อการทำงานของสมองได้จริง เช่น กลิ่นกุหลาบ และกลิ่นลาเวนเดอร์” รศ.ดร.เจียมจิต กล่าว
ทุก วันนี้แม้ว่าจะมีการสังเคราะห์กลิ่นหอมจากดอกไม้ได้เหมือนกลิ่นดอกไม้ที่ สกัดจากของจริง เช่น กลิ่นกุหลาบ แต่เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติและความรู้สึกของผู้ใช้ จะพบว่ามีความต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกลิ่นที่ได้จากธรรมชาติจะมีดูมีวิญญาณของต้นไม้ มีความเป็นธรรมชาติ และติดทนนานกว่า
รศ.ดร.เจียมจิต ยกตัวอย่างผลการวิจัยจากประเทศอังกฤษในด้านอโรมาเธอราปีอีกว่า จากการทดลองดมกลิ่นกุหลาบในกลุ่มอาสาสมัคร 4 กลุ่ม โดยแบ่งให้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบขณะทำงาน 1 ครั้งเหมือนกันทุกกลุ่ม จากนั้นแบ่งเป็นกลุ่มแรก ดมก่อนนอนอีกครั้ง กลุ่มที่สองดมขณะเคลิ้มหลับ กลุ่มถัดมาให้ดมกลิ่นน้ำมันหอมระเหยขณะหลับลึก และกลุ่มสุดท้ายให้ดมหลังจากตื่นนอน
“ผลการวิจัยหลังนำ กลุ่มอาสาสมัครมาตรวจวัดคลื่นสมองและทดสอบความจำ พบว่ากลุ่มอาสาสมัครที่ได้รับกลิ่นขณะหลับลึก จะสามารถจดจำงานที่ทำก่อนหน้านั้นได้ดีกว่าคนที่ดมกลิ่นในช่วงอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการนำไปใช้บำบัดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของเด็กช่วง 14-17 ปี พบอีกว่าสามารถลดความรู้สึกที่ฝังลึกให้เบาบางลงได้จริง” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
นอก จากนี้ ยังมีการวิจัยใช้อโรมาเธอราปีลดความกังวล โดยทำการวิจัยในหนูที่ตั้งท้องด้วยการให้สูดดมทุกวัน พบว่าหากให้ต่อเนื่องจะมีผลทำให้ความกังวล ความซึมเศร้ามีแนวโน้มดีขึ้น และจากการทดสอบในคนไข้ผ่าตัด โดยการให้สูดดมไอระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ระหว่างการผ่าตัดจะช่วยให้ คนไข้รู้สึกผ่อนคลายได้มากเช่นกัน
อาหารบำรุงสมอง
นอก จากการออกกำลังกาย การดมกลิ่นเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สมองได้แล้ว อาหารที่กินกันทุกวันก็มีส่วนในการทำให้สมองมีความเข้มแข็งได้เช่นกัน
“อาหาร ที่มีผลงานวิจัยออกมาว่ากินเข้าไปแล้วสามารถช่วยกระตุ้นความจำ และชะลอการเสื่อมของสมองได้จริง เช่น บัวบก ขิง หอมหัวใหญ่ กระชายดำ หม่อน พริก ซึ่งการกินไม่จำเป็นต้องเน้นหนักไปที่อาหารจำพวกนี้เพียงอย่างเดียว หากร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถยืดอายุสมองให้อยู่กับเราได้นานแล้ว”
ผศ.ดร.จินตนาภรณ์ วัฒนธร หัวหน้าภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเสริมเคล็ดลับ
จากรายงาน ของประเทศอินเดียระบุว่า ในอินเดียถ้ากินบัวบกวันละ 1-2 ใบเป็นประจำทุกวัน จะช่วยทำให้จิตใจสดชื่นแจ่มใส ความจำดีขึ้นบำรุงประสาทและโลหิต คนอินเดียบางแคว้นมีความเชื่ออีกว่าหากกินใบบัวบกกับนมจะช่วยให้ความจำดีและ ถือเป็นการบำรุงร่างกายได้อย่างหนึ่ง
สำหรับประเทศไทยบัวบกถือเป็น ยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณด้านการกระตุ้นความจำ ต้านการอักเสบ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เลือดหยุดเร็ว กระตุ้นให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลดความเครียด และต้านเบาหวานไม่ว่าจะกินเป็นใบหรือทั้งต้น
จากการทดสอบในคนด้วย การให้อาสาสมัครกินสารสกัดบัวบกในขนาดที่ต่างกันเป็นเวลา 3 เดือนและเก็บข้อมูลความเปลี่ยนแปลงทุกเดือน พร้อมกับตรวจวัดความจำด้วยเครื่องมือวัดความจำทางการแพทย์ และจิตวิทยาใช้ซึ่งมีแบบทดสอบความจำมากกว่า 10 แบบทดสอบ เช่น การทดสอบการจำรูปภาพ การคำนวณเลข การจำตำแหน่งรูปภาพ การจำคำศัพท์ เป็นต้น จากนั้นจึงวัดคลื่นสมองที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นด้วยคลื่นความถี่สูงคลื่นและ ความถี่ต่ำ
“ผลที่ได้พบว่าสามารถกระตุ้นความจำ และความสนใจต่อสิ่งเร้าได้ไวกว่าผู้ที่ไม่ได้รับสารสกัดจริง อนาคตทีมวิจัยคาดว่าจะนำไปทดสอบในกลุ่มผู้ที่มีความจำบกพร่อง สำหรับใช้เป็นทางเลือกในการรักษาอย่างหนึ่งอีกด้วย” นักวิจัย กล่าว
นอก จากบัวบกยังมีหอมหัวใหญ่ที่มีรายงานไว้ว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากไม่แพ้ แอ๊ปเปิ้ล เบอร์รี่ หรือองุ่น โดยผลที่ได้หลังทำการวิจัยพบว่า ช่วยลดความกังวล เพิ่มการเรียนรู้และความจำ ปกป้องเซลล์ประสาทในโรคหลอดเลือดสมอง รวมทั้งเร่งการหายจากอาการเส้นประสาทได้รับบาดเจ็บได้ด้วย
“อาหาร ที่กินอยู่ในแต่ละมื้อมีวิตามินและแร่ธาตุค่อนข้างพอเพียงกับร่างกายอยู่ แล้ว ไม่จำเป็นต้องหาอาหารเสริมมากินกันให้วุ่นวาย เว้นเสียแต่ว่าคนไหนที่ร่างกายยังขาดหรืออยู่ในภาวะพร่อง และแพทย์แนะนำให้หามากินเสริม โดยสิ่งสำคัญในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ควรเลือกซื้อชนิดที่มีฉลากกำกับชัดเจน ไม่ใช่วางขายตามแผงทั่วไป เพราะนอกจากสารสกัดที่หวังจะได้ อาจมีการปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสารหนูมาอย่างไม่ตั้งใจก็ได้” นักวิจัย กล่าว
สำหรับ ผู้ที่ไม่สามารถกินพริก หอมหัวใหญ่ ขิง หรือบัวบกได้ นักวิจัยยังแนะนำอีกว่า สามารถกินผลหม่อนหรือผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากหม่อนทุกชนิด อาทิ ชาหม่อน ผลหม่อน แยมหม่อน ทดแทนได้เพราะมีสารที่ช่วยด้านการกระตุ้นความจำ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ ไม่แพ้พืชที่กล่าวมาข้างต้น
” การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มารับประทานหากต้องการผลที่ได้ 100% ต่อสมอง ควรเลือกซื้อโดยดูฉลาก ส่วนผสม พื้นที่ปลูก ฤดูกาลที่ออก เพราะจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มานั้นมีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะหากเราซื้อนอกฤดูหรือที่มีการปลูกไม่ถูกหลักอนามัย ผลที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงประโยชน์เพียงอย่างเดียว” นักวิจัย กล่าว
ที่มา : sanook.com
ยังไม่มีความเห็น
ใส่ความเห็น
-
ล่าสุด
- วิธีเมคอัพให้ดูสวย
- การดูแลผิวหน้าในแต่ละวัย
- เลือกรองเท้าอย่างไร ไม่ทำร้ายตัวเอง
- บัวบก แก้ปวดหัวจากความดันโลหิต
- กินหวานอย่างไรไม่อันตราย
- เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับน้ำตาลในผัก
- 10 อาหารเสริมน่ารู้ สำหรับผู้ชาย
- เติมเกลือในอาหาร แก้อาการ”ซึมเศร้า”
- ประโยชน์ของส้ม
- วิธีทำให้ผมยาวเร็วขึ้น
- เดินทั้งวัน ต่างกับเดินออกกำลังกายอย่างไร
- สิ่งที่ควรปฏิบัติเมื่อต้องนอนดึก
-
ลิงก์
-
คลังเก็บ
- มีนาคม 2009 (78)
- กุมภาพันธ์ 2009 (49)
-
หมวดหมู่
-
RSS
Entries RSS
Comments RSS